Overview

ยาปรับฮอร์โมนคืออะไร? | ยาปรับฮอร์โมนมีกี่แบบ? | กรณีใดที่ควรใช้ยาปรับฮอร์โมน? | ข้อดีของการใช้ยาปรับฮอร์โมน | วิธีใช้ยาปรับฮอร์โมน | ข้อควรระวัง | ผลข้างเคียง | ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกัน | คำถามที่พบบ่อย

ปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติเป็นเรื่องที่ผู้หญิงหลายคนกำลังกลุ่มใจไม่น้อย บางคนถึงขั้นประจำเดือนไม่มาเลย จนส่งผลให้เกิดภาวะเสียสมดุลของฮอร์โมนภายในร่างกาย ทางออกของปัญหานี้แก้ได้ด้วยการรับประทาน “ยาปรับฮอร์โมน” หรืออีกยาคุมกำเนิดนั่นเอง

ยาปรับฮอร์โมนคืออะไร?

ยาปรับฮอร์โมน คือ ยาที่ใช้คุมกำเนิดในเพศหญิง ซึ่งได้ถูกพัฒนาให้มีประโยชน์ในการช่วยเสริมสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและลดระดับฮอร์โมนเพศชายลง ซึ่งผู้หญิงที่มีฮอร์โมนเพศชายสูงมักจะเป็นสิว ผิวมัน ขนดก โดยมีส่วนประกอบเป็นฮอร์โมนในกลุ่มเอสโตรเจน (Estrogen) และฮอร์โมนในกลุ่มโพรเจสติน (Progestins)

ยาปรับฮอร์โมน

ยาปรับฮอร์โมนมีแบบไหนบ้าง?

ในปัจจุบันมีการพัฒนายาคุมกำเนิด หรือยาปรับฮอร์โมนให้มีคุณประโยชน์มากกว่าการคุมกำเนิดเพียงอย่างเดียวแล้ว ซึ่งยาปรับฮอร์โมนมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบรับประทาน แบบฉีด แบบฝัง แบบแปะผิวหนัง เป็นต้น โดยจำแนกยาปรับฮอร์โมนออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้

กรณีใดที่ควรใช้ยาปรับฮอร์โมน?

โดยทั่วไปหลายคนมักเข้าใจว่า ต้องใช้ยาปรับฮอร์โมนเฉพาะในกรณีที่ต้องการคุมกำเนิดเท่านั้น โดยอาจไม่ทราบว่า ยาปรับฮอร์โมนนั่นถูกนำมาใช้ในการรักษาภาวะที่มีฮอร์โมนเพศชายสูงได้ด้วย ทั้งยังนิยมนำยาปรับฮอร์โมนมาใช้รักษาสิว ลดผิวมัน ลดขนดก ลดอาการบวมน้ำ บรรเทาอาการปวดไมเกรน ลดภาวะเครียด หงุดหงิด ช่วยให้อ่อนเพลียลดลงในช่วงมีประจำเดือน

ข้อดีของการใช้ยาปรับฮอร์โมน

หากใช้ยาปรับฮอร์โมนได้ถูกต้องตามหลักการใช้แล้ว มักให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ ดังนี้

วิธีใช้ยาปรับฮอร์โมน

ยาปรับฮอร์โมนจะแบ่งตามปริมาณของส่วนประกอบออกเป็น 2 ชนิด คือ กลุ่มเอสโตรเจน (Estrogen) และกลุ่มโปรเจสติน (Progestin)

ในผู้ที่ต้องการเริ่มใช้ยาปรับฮอร์โมนแนะนำให้เลือกจากปริมาณฮอร์โมนที่มีเอสโตรเจนหรือ Ethinyl Estradiol (EE) ปริมาณต่ำก่อน เช่น EE ปริมาณ 15 mcg / 0.015 mg หรือ 20 mcg / 0.02 mg และควรรับประทานแผงแรกในระหว่างวันที่ 1-5 ของรอบประจำเดือน ซึ่งการนำไปใช้ต้องดูตามความเหมาะสมและต้องปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย

ข้อควรระวังในการใช้ยาปรับฮอร์โมน

แม้ยาปรับฮอร์โมนจะมีพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อลดผลข้างเคียงต่างๆ ได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังสามารถเกิดผลข้างเคียงในผู้ที่มีโรคประจำตัวบางโรคอยู่ หรือหากต้องการที่จะใช้ก็ต้องดูความเหมาะสมดังนี้ต่อไปนี้

ยาคุมปรับฮอร์โมนเพศหญิง

ผลข้างเคียงและอาการแพ้

มักจะเกิดผลข้างคียงและมีอาการแพ้ในช่วงการใช้ยาปรับฮอร์โมนระยะ 3 เดือนแรก โดยแนะนำว่า ให้คอยสังเกตตัวเองตามอาการต่อไปนี้ เพื่อให้หยุดใช้ยาปรับฮอร์โมนหรือปรึกษาแพทย์ได้ทัน

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมก

ผู้ที่อยู่ระหว่างใช้ยาปรับฮอร์โมน ไม่ควรรับประทานยาประเภทปฏิชีวนะ (Antibiotics) เนื่องจากจะทำให้ประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ของยาปรับฮอร์โมนลดลง ซึ่งอาจส่งผลข้างเคียง เช่น ประจำเดือนออกกะปริดกะปรอย หรือมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ หากจำเป็นจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ แนะนำว่า ให้ใช้การคุมกำเนิดรูปแบบอื่นแทน

ตอบคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกินยาปรับฮอร์โมน

1. ยาปรับฮอร์โมนกับยาคุมเหมือนกันไหม?

ยาปรับฮอร์โมน เป็นยาคุมกำเนิดรูปแบบหนึ่ง ที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมน 2 ชนิด คือ กลุ่มเอสโตรเจน (Estrogen) และกลุ่มโปรเจสติน (Progestin)

2. ยาปรับฮอร์โมนลดสิวควรเลือกยังไง?

แนะนำให้เลือกยาปรับฮอร์โมน ที่มีส่วนประกอบของโปรเจสตินในกลุ่ม Drosperinone และ Cyproterone acetate เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยในเรื่องของการรักษาภาวะที่มีฮอร์โมนเพศชายสูง เช่น ยี่ห้อ Yasmin, Yaz, Synfonia เป็นต้น

3. ยาปรับฮอร์โมนซื้อที่ไหน?

มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป และควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย

4. ยาปรับฮอร์โมนเม็ดสีขาวคือยาอะไร?

ยาปรับฮอร์โมน ชนิด EE35c ขึ้นไป ที่มี Cyproterone acetate ปริมาณ 2 mg และ Ethinyl Estradiol (EE) ปริมาณ 0.035 mg เป็นต้น

5. ยาปรับฮอร์โมนเม็ดสีเหลืองคือยาอะไร?

ยาปรับฮอร์โมน ที่มี EE ค่อนข้างต่ำ เช่น ปริมาณ 0.02 mg หรือ 0.015 mg เป็นต้น