การ Bully คืออะไร? | Bully แปลว่าอะไร? | ประเภทของการ Bully | วิธีรับมือเมื่อถูก Bully | เมื่อคนที่เรารักถูก Bully | การ Bully ในสังคมไทย

เดี๋ยวนี้คำว่า Bully น่าจะนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคำที่ฮอตฮิตติดเทรนด์ในโลกออนไลน์ไปแล้ว

เราจะเห็นว่าในหลายๆ โอกาส คำว่า ‘บุลลี่’ ก็ถูกหยิบยืมไปใช้ปกป้องตัวเองหลังจากกระทำความผิดจนเกิดเหตุการณ์ ‘ทัวร์ลง’ หรือใช้ออกตัวก่อนแสดงความคิดเห็นที่สุ่มเสี่ยงจะเรียกแขก ไปจนถึงใช้ล้อเลียนในกลุ่มเพื่อนแบบติดตลก แต่จริงๆ แล้วเราใช้คำว่า Bully กันถูกความหมายหรือยัง? และความเข้าใจเรื่องการ Bully ในสังคมไทยนั้นถูกต้องแค่ไหน..?

การ bully คืออะไร

การ Bully คืออะไร?

Bullying คือการกลั่นแกล้ง การข่มขู่รังแกผู้อื่น โดยมีความตั้งใจให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์และรู้สึกด้อยค่า ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางใจ เพื่อตอบสนองความรู้สึกอยากมีพลังอำนาจของผู้กลั่นแกล้ง การ Bully จะเกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง และจะพบได้มากในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจและพละกำลัง หรือมีความได้เปรียบเสียเปรียบกันในทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน เช่น ในโรงเรียน ในที่ทำงาน เป็นต้น เหยื่อที่ถูกกลั่นแกล้งมักจะได้รับความเจ็บปวดใจจนเกิดความเครียดสะสม และนำไปสู่ปัญหาทางใจอย่างเรื้อรังในที่สุด

Bully แปลว่าอะไร?

Bully เป็นคำที่เราใช้เรียก ‘คนที่ใช้พลังหรืออำนาจในการข่มขู่กลั่นแกล้งคนอื่น’ คำว่า Bully ยังแปลว่า ‘อันธพาล’ ได้อีกด้วย โดยบทความจากเว็บไซต์ Healthline บอกว่าเราสามารถแบ่งกลุ่มพวกชอบกลั่นแกล้งคนอื่นได้ถึง 6 แบบตามลักษณะการกลั่นแกล้ง ดังนี้

Aggressive Bullies
ภาพจาก harrypotter.fandom.com

1. พวกก้าวร้าว (Aggressive Bullies)

เรียกได้ว่าเป็นสเตอริโอไทป์ของอันธพาลในภาพยนตร์ส่วนใหญ่ และมักจะเป็นภาพแรกๆ ที่แวบขึ้นมาเวลาเรานึกถึง Bully อีกด้วย คนกลุ่มนี้จะมีความมั่นใจในตัวเองสูง และมีความก้าวร้าวรุนแรง ชอบการเป็นจุดสนใจ และมักมีสาวกติดสอยห้อยตามอยู่เสมอ

สำหรับ Bully ไทป์นี้ ลองนึกภาพ “เดรโก มัลฟอย” จากภาพยนตร์แฮร์รี่ พอตเตอร์ น่าจะทำให้เห็นภาพมากขึ้น

Group Bullies
ภาพจาก uk.sports.yahoo.com

2. พวกกลั่นแกล้งตามพรรคพวก (Group Bullies)

พวกนี้มักจะกลั่นแกล้งเหยื่อเพียงเพราะเห็นว่าเพื่อนที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม (พวกก้าวร้าวจากข้อแรก) ทำ และจะลงมือก็ต่อเมื่อมีพรรคพวกอยู่ด้วยเท่านั้น หากเผชิญหน้ากับเหยื่อโดยตรงก็จะไม่ทำอะไร โดยกลุ่มนี้มักไม่ยอมรับว่าตนเองทำผิด เพราะเชื่อว่าตนทำในสิ่งที่ใครๆ ก็ทำกัน

แน่นอนว่าตัวอย่างที่เหมาะสมจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “วินเซนต์ แครบ” และ “เกรกอรี่ กอยล์” สองลูกสมุนคู่ใจของเดรโก มัลฟอยจากข้อแรก เราจะเห็นได้ว่าตลอดทั้ง 7 ภาคของแฮร์รี่ พอตเตอร์ หากไม่มีมัลฟอยหรือผู้เสพความตายคนอื่นเป็นแบ็กคอยให้ท้าย สองสมุนนี้ก็ไม่เคยไปเปิดกับใครก่อนเลย

Relational Bullies
ภาพจาก independent.co.uk

3. พวกกลั่นแกล้งทางอารมณ์ (Relational Bullies)

เป็นพวกชอบกลั่นแกล้งแบบซ่อนเร้นและค่อยเป็นค่อยไป คนกลุ่มนี้มักจะเป็นที่รู้จักในสังคมของตนเองในระดับหนึ่ง และมักใช้วิธีการกระจายข่าวลือ นินทา แฉความลับ เล่าเรื่องน่าอาย ไปจนถึงตั้งฉายาให้กับเหยื่อ รวมถึงแสดงความไม่เป็นมิตรและกีดกันเหยื่อออกจากสังคม ทำให้เหยื่อไม่เป็นที่ยอมรับและเหมือนถูกเนรเทศออกจากกลุ่มไปกลายๆ

ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือแก๊งสาวพลาสติกจากภาพยนตร์ Mean Girls ที่นอกจากจะเก่งเรื่องปล่อยข่าวลือทำร้ายคนอื่นๆ แล้ว พวกเธอยังมีสมุดจดความลับที่รวบรวมเรื่องน่าอายของคนในโรงเรียนไว้เพื่อนินทาลับหลังอีกด้วย

4. พวกกลั่นแกล้งแบบวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน (Serial Bullies)

พวกนี้มักจะมีฉากหน้าที่ดูเป็นมิตรและน่าคบหา และจะไม่ใช้กำลังทำร้ายหรือข่มขู่เหยื่อโดยตรง แต่จะวางแผนควบคุมและทำร้ายจิตใจเหยื่ออย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างที่ใกล้เคียงที่สุดก็คือ “รุ่นพี่ยูจอง” จากซีรี่ส์เกาหลีเรื่อง Cheese in The Trap นั่นเอง เบื้องหน้าเป็นนักศึกษาหนุ่มผู้เพียบพร้อม แต่จริงๆ แล้วมีด้านมืดที่น้อยคนสังเกตเห็น แม้ว่าเรื่องราวจะลงเอยด้วยดี แต่เขาก็เคยบูลลี่ฮงซอล (นางเอก) ซึ่งเป็นรุ่นน้องของตัวเองอย่างต่อเนื่อง จนเธอทนความกดดันไม่ไหวและเกือบจะตัดสินใจดร็อปเรียนเพื่อหลบหน้าเขาเลยทีเดียว

Indifferent Bullies
ภาพจาก dramakook.wordpress.com

5. พวกมีจิตใจกระด้างและเย็นชา (Indifferent Bullies)

เป็นพวกที่แตกต่างและอันตรายที่สุดในทุกๆ กลุ่มที่กล่าวมา เพราะกลั่นแกล้งเหยื่อเพียงเพื่อความสนุกสนานของตนโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลใดๆ คนกลุ่มนี้ไม่รู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่ได้มีความรู้สึกผิดต่อสิ่งที่ตัวเองทำ และมักไม่เกรงกลัวต่อกฎระเบียบ โดยมากมักจะมีปัญหาทางจิตใจบางอย่างที่ควรได้รับการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญ

ตัวอย่างที่น่าจะช่วยให้เห็นภาพก็คือ “คังโซยอง” จากซีรี่ส์เกาหลีเรื่อง School 2015: Who Are You นอกจากเธอจะเย็นชากว่าเด็กนักเรียนวัยเดียวกันแล้ว เธอยังไม่มีความรู้สึกผิดหรือเห็นอกเห็นใจเหยื่อที่ถูกตนเองกลั่นแกล้งจนฆ่าตัวตายอีกด้วย

Bully Victims
ภาพจาก kpopmap.com

6. เหยื่อที่เคยถูกบูลลี่มาก่อน (Bully Victims)

มีเหยื่อหลายคนที่หลุดพ้นจากสถานการณ์ถูก Bully ไปได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นพวก Bully เสียเอง เนื่องจากต้องการรู้สึกถึงพลังอำนาจของตนและชดเชยความเจ็บปวดที่ต้องอดทนกับการถูกกลั่นแกล้งมาตลอด คนกลุ่มนี้มักจะชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ตัวอย่างของอดีตเหยื่อที่ผันตัวเป็น Bully ก็คือ “ฮยอนซูอา” จากการ์ตูนและซีรี่ส์เกาหลีชื่อดังเรื่อง My ID is Gangnam Beauty ที่ในเนื้อหาในการ์ตูนเผยให้เห็นว่าครั้งหนึ่งเธอก็เคยเป็นเด็กที่เคยถูกกลั่นแกล้งรังแกและถูกกีดกันจากเพื่อนๆ มาก่อน แต่เมื่อได้รู้จักการดูแลตัวเองและกลายเป็นสาวสวย เธอกลับกลายเป็นคนที่เสแสร้งทำตัวใสซื่อ แต่ในใจคิดร้ายกับคนอื่น และยังคอยกลั่นแกล้งนางเอกของเรื่องซึ่งผ่านการทำศัลยกรรมมาอีกด้วย

ประเภทของการ Bully

1. การกลั่นแกล้งทางร่างกาย (Physical Bullying)

การกลั่นแกล้งประเภทนี้มักจะสังเกตได้ง่ายที่สุด และมักจะเป็นภาพแรกๆ ที่คนนึกถึงการ Bully ปกติแล้วผู้กลั่นแกล้งข่มขู่ผู้อื่นด้วยการใช้กำลังมักจะเป็นผู้ที่มีความได้เปรียบทางด้านสรีระ เช่น ร่างกายสูงใหญ่กว่า แข็งแรงกว่าคนทั่วไป เป็นต้น

การ Bully ประเภทนี้ เหยื่อมักจะถูกทำร้ายร่างกาย เช่น ถูกชกต่อย เตะ ตี ผลัก หยิก หรือถูกขู่กรรโชกเพื่อรีดไถเอาสิ่งของต่างๆ บีบบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ ซึ่งในบางกรณีเหยื่ออาจจะถูกบังคับให้ไปกลั่นแกล้งผู้อื่นต่อด้วย

2. การกลั่นแกล้งด้วยคำพูด (Verbal Bullying)

การกลั่นแกล้งด้วยคำพูดนั้นมีหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งฉายา การดูถูกหรือด่าทอซึ่งหน้า การจิกกัด เสียดสี การเหยียดเพศ การเหยียดชาติพันธุ์ ฯลฯ เป็นวิธีการกลั่นแกล้งที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายรุนแรงต่อร่างกายเหยื่อ แต่ส่งผลต่อจิตใจ และสถานการณ์อาจพัฒนาไปสู่การใช้กำลังได้ด้วย

3. การกลั่นแกล้งทางอารมณ์ (Emotional Bullying) บางครั้งเรียกว่าการกลั่นแกล้งเชิงสัมพันธ์ (Relational Bullying)

เป็นการกลั่นแกล้งโดยสร้างกระแสสังคมให้เหยื่อไม่มีที่ยืนและรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง โดย Bully อาจจะสร้างเรื่องโกหกเกี่ยวกับเหยื่อ แฉความลับของเหยื่อ เปิดเผยเรื่องน่าอายของเหยื่อ รวมถึงปั่นให้เกิดสถานการณ์ต่างๆ ที่กีดกันเหยื่อออกจากสังคม เช่น ไม่ให้เข้าร่วมกลุ่ม ปลุกปั่นเพื่อนในกลุ่มไม่ให้ปฏิสัมพันธ์กับเหยื่อ เรียกได้ว่าทั้งลงมือเองและยืมมือคนอื่นเพื่อบีบให้เหยื่อรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อน และถูกทอดทิ้ง การกลั่นแกล้งประเภทนี้มักจะเกิดในกลุ่มผู้หญิงมากกว่ากลุ่มผู้ชาย

cyber bully

4. การกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ (Cyber Bullying)

เราอยู่ในยุคที่แทบทุกคนมีสมาร์ทโฟน คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการสื่อสารกันผ่าน Social Media โปรแกรมแชท เว็บบอร์ด ฯลฯ การปฏิสัมพันธ์กันแบบ Real Time ผ่านหน้าจอในโลกออนไลน์จึงเป็นไปอย่างง่ายดาย แต่การส่งต่อความเกลียดชังและการกลั่นแกล้งก็สามารถทำได้ง่ายขึ้นเช่นกัน เพราะยิ่งไม่เห็นหน้า Bully ก็ยิ่งกล้าสร้างความเจ็บปวดให้เหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นการคอมเม้นต์ในแง่ลบหรือทำร้ายจิตใจ การส่งต่อภาพหรือวิดีโอที่ทำให้อับอาย การข่มขู่ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก การปลอมแปลงตัวเองเป็นเหยื่อเพื่อทำเรื่องน่าอาย ฯลฯ การ Bully ที่อาศัยโลกไซเบอร์เป็นช่องทางส่งต่อความเกลียดชังนี้มีชื่อเรียกว่า Cyber Bullying

5. การกลั่นแกล้งเนื่องจากอคติ (Prejudicial Bullying)

การกลั่นแกล้งประเภทนี้มักเกิดจากความอคติเนื่องจากความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือรสนิยมทางเพศ และมักยกระดับไปสู่การทำร้ายร่างกาย การดูหมิ่นเหยียดหยามด้วยคำพูดทั้งในชีวิตจริงและโลกออนไลน์ รวมถึงอาจก่อให้เกิดอาชญากรรมทีเกิดจากความเกลียดชัง (Hate Crime) ได้อีกด้วย

Prejudicial Bullying

6. การกลั่นแกล้งด้วยเรื่องเพศ (Sexual Bullying)

การกลั่นแกล้งด้วยเรื่องเพศคือการใช้เรื่องเพศมาดูหมิ่น สร้างความอับอาย หรือสร้างความกังวลใจให้กับเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งฉายา การจงใจทำท่าทางลามกใส่ การมาปรากฏตัวให้เห็นบ่อยๆ โดยที่เหยื่อไม่เชิญ ไปจนถึงการสัมผัสร่างกายโดยที่เหยื่อไม่เต็มใจ ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่ของการกลั่นแกล้งประเภทนี้มักจะเป็นผู้หญิง

นอกจากนี้ การกลั่นแกล้งด้วยเรื่องเพศยังสามารถเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการกลั่นแกล้งแบบอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น การนำข้อความแชทเก่าๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศที่เคยคุยกับแฟนเก่ามาแฉในโลกออนไลน์หลังเลิกรากัน แบบนี้ถือว่าเข้าข่ายทั้ง Sexual Bullying และ Cyber Bullying

วิธีรับมือกับการถูก Bully

วิธีรับมือเมื่อถูก bully

1. อย่าเก็บปัญหานี้ไว้กับตัวเองคนเดียวเงียบๆ

คนที่รังแกคุณอาจจะพยายามทำให้คุณรู้สึกว่า ‘ที่คุณถูกแกล้งก็เพราะตัวคุณเอง’ และคุณควรอดทนยอมรับมันไว้แบบเงียบๆ ซึ่งไม่จริงเลยสักนิด ในโลกนี้ไม่มีใครสามารถถือสิทธิ์มากลั่นแกล้งรังแก ทำร้ายร่างกายและจิตใจของคุณได้ทั้งนั้น

เมื่อคุณถูกลากเข้าไปอยู่ท่ามกลางปัญหา มันยากมากที่จะมองเห็นทางออกจากใจกลางของพายุ สิ่งที่คุณควรทำคือ “ขอความช่วยเหลือ” ลองเปิดใจปรึกษาใครสักคนที่คุณรู้สึกว่าเขาไว้ใจได้ อาจจะเป็นครอบครัว เพื่อน ครูที่สนิท หรือจะลองปรึกษากับมืออาชีพอย่างจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ก็ได้นะ

2. เพิกเฉยต่อ Bully

Bully บางคนชอบเห็นเหยื่อพยายามต่อสู้ดิ้นรนอย่างหมดหวัง บางคนสาแก่ใจเมื่อเห็นเหยื่อร้องไห้อย่างทุกข์ทรมาน บางคนชอบให้เหยื่อต่อล้อต่อเถียงเพื่อที่จะได้มีเหตุผลให้ตัวเองได้กลั่นแกล้งต่อไปเรื่อยๆ วิธีการที่ดีในการตอบโต้บูลลี่คือ “อย่าแสดงปฏิกิริยาแบบที่เขาคาดหวังว่าจะเห็น” ไม่ว่าจะโดนล้อเลียนหรือดูหมิ่นอย่างไรก็เพิกเฉยเสีย ไม่ต้องใส่ใจ รับมือด้วยความนิ่งเหมือนว่าวันนี้ก็เป็นแค่อีกวันหนึ่งในชีวิตคุณ ความนิ่งสงบของเหยื่อมักจะทำให้ Bully เลิกราไปเอง

3. เพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง

Bully ไม่ใช่คนที่เข้มแข็งอะไร เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงชอบรังแกคนอ่อนแอ พยายามเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองในทุกๆ วัน เช่น พูดให้กำลังใจตัวเองหน้ากระจกทุกเช้า เขียนโน้ตให้กำลังใจตัวเองแปะไว้ในจุดที่เห็นได้บ่อยๆ หรือให้รางวัลตัวเองในเวลาที่สามารถฮึดสู้กับปัญหาต่างๆ ได้ ความมั่นใจเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ และจะช่วยทำให้ Bully ไม่มารังแกคุณ เพราะเขาไม่แน่ใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้

4. เลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องไปไหนมาไหนคนเดียว

พยายามเกาะติดกับกลุ่มเพื่อน แม้จะไม่ใช่เพื่อนที่คุณสนิทสนมก็ตาม หากคุณแยกตัวจากคนอื่นๆ ก็จะยิ่งเป็นเป้าของการรังแกได้ง่ายขึ้น รวมถึงพยายามเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยงให้มากที่สุดด้วย

5. เก็บหลักฐานของการ Bully ไว้ให้มากที่สุด

การ Bully นั้นผิดกฎหมายอยู่แล้วหลายๆ ข้อ ไม่ว่าจะเป็นทำร้ายร่างกาย ดูหมิ่นซึ่งหน้า หมิ่นประมาท ฯลฯ เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ใจของคุณผ่านไปเปล่าๆ พยายามเก็บหลักฐานไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการอัดเสียง อัดคลิปวิดีโอ แคปภาพที่ Bully ดูหมิ่นคุณในโลกออนไลน์ ฯลฯ แล้วพึ่งพากระบวนการทางกฎหมาย แทนที่จะปล่อยให้ตัวเองถูกโดดเดี่ยวจากสังคมรอบข้าง หาหนทางพาคนที่รังแกคุณไปยืนเดียวดายที่หน้าบัลลังก์น่าจะเหมาะกว่า อย่างไรก็ตาม ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองมาก่อนเป็นอันดับแรกนะ

ปกป้องคนที่เรารักจากการถูก Bully

ปกป้องคนที่เรารักจากการถูก bully

บางทีสิ่งที่เจ็บกว่าตัวเองโดนรังแก ก็คงเป็นการต้องเห็นคนที่เรารักต้องโดนคนอื่นกลั่นแกล้งรังแกนี่เอง ไม่ว่าคุณจะมีความสัมพันธ์กับเหยื่อในฐานะพ่อแม่ พี่น้อง หรือเพื่อน นี่คือสิ่งที่คุณควรทำ

1. คอยสังเกตความรุนแรงของการ Bully

ควรรู้อย่างแน่ชัดว่าการ Bully อยู่ในระดับที่อันตรายหรือยังเพื่อที่จะได้ช่วยเหลือเหยื่อได้อย่างเหมาะสม โดยอาจจะสอบถามจากเจ้าตัวโดยตรง แต่สอบถามเรื่องทั่วๆ ไปที่เกี่ยวข้อง ไม่จำเป็นต้องพุ่งเป้าไปเรื่องการถูก Bully รวมถึงควรให้ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องคอยจับตาดูปัญหานี้ เช่น ครูประจำชั้นควรรับรู้หากลูกของคุณถูกรังแกในโรงเรียน เป็นต้น

2. คอยสังเกตอารมณ์ในแต่ละวัน

พยายามสังเกตว่าแต่ละวันอารมณ์ของเหยื่อเป็นอย่างไร มีความเครียดสะสมมากเกินไปหรือไม่ หรือมีการแสดงออกถึงอาการทางจิตบางอย่างหรือไม่ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล เงียบขรึม โดดเดี่ยวตัวเอง ฯลฯ หากอาการเหล่านี้ปรากฏชัดเจน ควรพาเหยื่อเข้าไปรับคำปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา และไม่ควรปล่อยให้เหยื่อดำดิ่งอยู่กับอารมณ์ลบเพียงคนเดียว

3. คอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ

หากเหตุการณ์ไม่ได้ร้ายแรงมาก การที่ครอบครัวหรือเพื่อนเข้าไปช่วยเหลือมากเกินไป เช่น เข้าไปตำหนิ Bully โดยตรง อาจจะไปยกระดับการกลั่นแกล้งให้แรงขึ้นอีก นอกจากนี้ การเข้าไปออกหน้าแทนเหยื่อยังอาจทำให้เหยื่อรู้สึกแย่ที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงกล่าวโทษตัวเองที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เพราะฉะนั้นควรคอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ และชี้แนะในสิ่งที่เหยื่อทำได้หรือสมควรทำจะเหมาะสมกว่า

4. ชวนทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย ไม่ปล่อยให้เหยื่อต้องโดดเดี่ยว

การไปทำกิจกรรมสนุกๆ ไม่ว่าจะเป็นเล่มเกม เล่นกีฬา ไปเที่ยว ฯลฯ เป็นการช่วยพาเหยื่อออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ ได้มีช่วงเวลาฟื้นฟูจิตใจ และรู้สึกว่าตนไม่ได้อยู่เพียงคนเดียวในโลก

5. เก็บหลักฐานการ Bully ไว้ให้มากที่สุด

นอกจากการเก็บหลักฐานจะเป็นประโยชน์ต่อการลงโทษผู้กระทำผิดแล้ว ยังเป็นการป้องกันเหยื่อจากความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ อีกด้วย หลักฐานยิ่งละเอียดยิ่งเป็นประโยชน์ เช่น อาจจะทำ Timeline ไว้เลยว่าแต่ละวันเหยื่อถูกกลั่นแกล้งอย่างไรบ้าง

การ bully ในสังคมไทย

การ Bully ในสังคมไทย

ในปี 2563 มีการเผยแพร่ข่าวของกรมสุขภาพจิตที่บอกว่า การบูลลี่ในประเทศไทยติดอันดับ 2 รองจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสื่อให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์อย่างยิ่ง อายุของเหยื่อและ Bully ก็ยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ เช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากแรงบีบคั้นจากสังคมรอบข้าง รวมถึงการอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัว

ความจริงที่น่าเศร้าก็คือ แทบทุกคนมักจะเคยเป็นผู้กลั่นแกล้ง (Bully) หรือเคยเป็นเหยื่อ (Victim) มาก่อนทั้งนั้น บางคนเคยเป็นทั้ง 2 บทบาท บางคนเคยอยู่ในสถานการณ์ที่พบเห็นเหยื่อถูกกลั่นแกล้งแต่ไม่อาจช่วยเหลือได้ และบางคนก็อาจจะเป็นครอบครัวของผู้ที่สูญเสียลูกหลานไปจากการถูกกลั่นแกล้ง

ไม่มีใครอยากเป็นเหยื่อ ไม่มีใครอยากถูกคนอื่นรังแกหรือเป็นตัวตลกให้ใครหัวเราะ ก่อนที่ความสูญเสียจะเกิดขึ้น ลองเปิดตาเปิดใจและมองให้ลึกลงไปถึงจิตใจของคนอื่นๆ ว่าบางทีเรื่องตลกของเรา อาจเป็นเรื่องน่าเศร้าของเขา หัวใจสำคัญของการหยุดการ Bully คือการมีความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ และเคารพในความแตกต่าง

ตอบปัญหาสุขภาพ