Overview

กรดโฟลิก (Folic Acid) คืออะไร? | วิธีใช้ | ประโยชน์ | ข้อควรระวัง | ผลข้างเคียง | ยาที่ไม่ควรทานร่วมกัน | ลืมรับประทาน | รับประทานเกินขนาด | การเก็บรักษา | คำถามที่พบบ่อย

กรดโฟลิก (Folic Acid) คืออะไร?

กรดโฟลิก (Folic Acid) เป็นรูปแบบสังเคราะห์ขึ้นของโฟเลต (Folate) หรือวิตามินบี 9 ที่มักจะพบในอาหาร เช่น ผักสีเขียว ตับ นมสด ฯลฯ แต่กรดโฟลิกถูกผลิตขึ้นเพื่อนำไปเป็นส่วนผสมในอาหารเสริมรวมกับวิตามินบีตัวอื่นๆ

กรดโฟลิกถูกนำไปใช้เพื่อรักษาภาวะโลหิตจางจากการขาดโฟเลต และบำรุงครรภ์เพื่อให้ทารกเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรงและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังมีการใช้ Folic Acid ในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า โรคหลอดเลือดสมอง และผู้ที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมโฟเลตตามธรรมชาติได้

กรดโฟลิก (Folic Acid) กับโฟเลต (Folate) แตกต่างกันอย่างไร?

กรดโฟลิก (Folic acid) และโฟเลต (Folate) เป็นวิตามินบี 9 เหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่กรดโฟลิกเป็นวิตามินที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น อยู่ในรูปแบบของอาหารเสริม เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วร่างกายจึงเปลี่ยนเป็นโฟเลตเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการต่างๆ ส่วนโฟเลตเป็นวิตามินที่พบได้ในธรรมชาติ โดยร่างกายสามารถรับโฟเลตจากการรับประทานอาหารต่างๆ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ เห็ด ถั่วและธัญพืช ฯลฯ แต่โฟเลตมีความทนทานต่อความร้อนน้อยกว่ากรดโฟลิก จึงอาจถูกทำลายระหว่างการปรุงอาหารได้

กรดโฟลิกทำอะไรกับร่างกายของเรา?

โฟลิกเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะใช้เวลาออกฤทธิ์ครึ่ง – 1 ชั่วโมง โดยจะถูกดูดซึมบริเวณลำไส้ จากนั้นจึงเคลื่อนที่ไปยังตับ และเอนไซม์ไดไฮโดรโฟเลตรีดักเทส (Dihydrofolate Reductase) จะเปลี่ยนกรดโฟลิกให้กลายเป็นสาร 2 ชนิดคือ เดตระไฮโดรโฟเลต (Tetrahydrofolate) และเมทิลเตตระไฮโดรโฟเลต (Methyl Tetrahydrofolate) ซึ่งจะถูกนำไปใช้ในกระบวนต่างๆ ของร่างกายต่อไป

ทำไมกรดโฟลิกจึงสำคัญอย่างมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์?

กรดโฟลิก คนท้อง

โฟลิกมีบทบาทในการสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันภาวะซีดหรือโลหิตจาง ช่วยเพิ่มความเจริญอาหารในมารดาที่กำลังตั้งครรภ์ และยังมีบทบาทสำคัญต่อทารกโดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ โดย Folic Acid ช่วยส่งเสริมกระบวนการสร้างหลอดประสาท เพื่อพัฒนาไปเป็นระบบประสาท สมอง ไขสันหลัง รวมถึงเส้นประสาทต่างๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันภาวะความผิดปกติตั้งแต่แรกเกิดหรือความพิการแต่กำเนิด เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่ การพัฒนาสมองและกระโหลกศีรษะไม่สมบูรณ์ ความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง ฯลฯ

ดังนั้นคุณแม่จึงควรรับประทานกรดโฟลิกตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ไปจนถึงช่วง 3 เดือนแรก เพราะหากเลยช่วงเวลาสร้างและพัฒนาหลอดประสาทไปแล้ว ทารกอาจจะเกิดความพิการโดยไม่สามารถป้องกันได้ทัน

กรดโฟลิกยี่ห้อไหนดี? เช็คชื่อทางการค้าของกรดโฟลิกที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบัน

ตัวอย่างชื่อทางการค้าของกรดโฟลิก เช่น

รูปแบบของกรดโฟลิกที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบัน

โฟลิกที่มีวางจำหน่ายทั่วไปอยู่ในรูปแบบเม็ด โดยมีทั้งแบบที่เป็นโฟลิกอย่างเดียว และแบบผสมกับวิตามินชนิดบีตัวอื่นๆ

กรดโฟลิกราคาประมาณเท่าไหร่?

โฟลิกในรูปแบบเม็ด มีราคากลางไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากบัญชียาหลักแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 อยู่ที่เม็ดละ 0.43 บาท

วิธีใช้กรดโฟลิก และปริมาณที่เหมาะสม

ประโยชน์ของกรดโฟลิก

กรดโฟลิค ประโยชน์

ข้อควรระวังในการใช้กรดโฟลิก

ผู้ที่สามารถใช้กรดโฟลิก

ผู้ที่ไม่ควรใช้กรดโฟลิก

ผลข้างเคียงและอาการแพ้

กรดโฟลิก หรือ Folic Acid คือวิตามินที่ค่อนข้างปลอดภัยและมีผลข้างเคียงน้อย อย่างไรก็ตามยังสามารถพบผลข้างเคียงได้บ้างในบางคน เช่น

นอกจากนี้ยังสามารถพบอาการแพ้ได้ในผู้ใช้บางราย ซึ่งจะมีอาการโดยทั่วไป เช่น

หากพบอาการเหล่านี้ให้หยุดรับประทานแล้วไปพบแพทย์โดยทันที

ยาที่ไม่ควรทานร่วมกับกรดโฟลิก

กรดโฟลิก

หากลืมรับประทานโฟลิกควรทำอย่างไร?

ในกรณีที่รับประทานตามแพทย์สั่งสามารถอ่านจากฉลากยาได้ แต่หากลืมรับประทานกรดโฟลิกให้รับประทานทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ แต่หากเวลาที่นึกขึ้นได้ใกล้กับเวลารับประทานในครั้งต่อไป ให้ข้ามโดสที่ลืมไปและรับประทานโดสถัดไปเมื่อถึงเวลา

หากรับประทานโฟลิกเกินขนาดควรทำอย่างไร?

โดยปกติแล้วปริมาณกรดโฟลิกที่ได้รับในแต่ละวันไม่ควรเกิน 1,000 ไมโครกรัม ยกเว้นในกรณีที่แพทย์ระบุให้รับประทานมากกว่านี้ การรับประทานกรดโฟลิกต่อวันสูงเกิดนที่กำหนดอาจทำให้บดบังภาวะการขาดวิตามินบี 12 และนำไปสู่ความเสียหายต่อระบบประสาทได้

การเก็บรักษากรดโฟลิก

กรดโฟลิกในรูปแบบเม็ด ควรเก็บไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิม โดยเก็บไว้ในที่แห้ง หลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน

ตอบคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกรดโฟลิก

1. ผู้ชายควรกินโฟลิกไหม?

โดยทั่วไปผู้ชายสามารถได้รับโฟเลตหรือวิตามินบี 9 ที่เพียงพอต่อร่างกายจากการรับประทานอาหารอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานกรดโฟลิกเพิ่ม แต่หากต้องการรับประทานเป็นอาหารเสริมหรือมีภาวะโลหิตจาง ก็สามารถรับประทานกรดโฟลิกได้เช่นกัน

2. ควรกินกรดโฟลิกตอนไหน?

กรดโฟลิกสามารถรับประทานได้ทุกเวลา เพราะไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่นิยมรับประทานหลังอาหารมื้อเช้า เพื่อสะดวกในการจำและป้องกันการลืมรับประทาน

3. กรดโฟลิกควรเริ่มกินเมื่อไหร่?

สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตร ควรเริ่มรับประทานกรดโฟลิกอย่างน้อย 2-3 ก่อนการตั้งครรภ์ ต่อเนื่องไปจนถึงระหว่างตั้งครรภ์รวมถึงช่วงให้นมบุตร นอกจากนี้ก็ควรรับประทานกรดโฟลิกเมื่อมีภาวะโลหิตจางหรือตามที่แพทย์สั่ง

4. กรดโฟลิกกินตอนตั้งครรภ์แล้วยังมีประโยชน์อยู่ไหม?

การรับประทานกรดโฟลิกเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดของทารก ควรรับประทานก่อนการตั้งครรภ์ 2-3 เดือน ไปจนถึงช่วงเริ่มตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก เพราะหลังการเกิดการปฏิสนธิได้ 3- 4 สัปดาห์ ทารกจะเริ่มมีการสร้างและพัฒนาหลอดประสาท ซึ่งหากกระบวนการสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว การรับประทานโฟลิกก็จะไม่สามารถป้องกันความพิการได้

5. กรดโฟลิกอยู่ในอาหารประเภทไหน?

กรดโฟลิกสามารถพบได้อาหารหลากหลายชนิด ดังนี้